| พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้ใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ และใบอนุญาตสำหรับการดำเนินธุรกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ไม่สามารถโอนไปให้บุคคลอื่นได้ นอกจากนี้ผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการของตนเท่านั้น นอกจากจะได้รับอนุญาตจาก กสช. ก่อน อีกทั้ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังกำหนดให้ผู้ได้รับสัมปทานอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่จะออกโดย กสช. ด้วย ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้น ทรูวิชั่นส์ ในฐานะผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทาน จะต้องปฏิบัติกฎระเบียบดังกล่าวด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีรัฐธรรมนูญกำหนดให้กฎหมายใหม่ทุกฉบับที่เกิดขึ้นตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไม่มีผลบังคับใช้กับใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาใดๆ ที่มีผลตามกฎหมายอยู่ ณ วันที่กฎหมายฉบับนั้นๆ มีผลใช้บังคับ จนกว่าใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นจะหมดอายุลง ดังนั้น ร่างพรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงได้มีบทเฉพาะกาลว่าด้วยการอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานอยู่ก่อน พรบ. นี้มีผลใช้บังคับ ยังคงสามารถดำเนินการจนกว่าจะสิ้นอายุสัมปทาน ดังนั้น การจัดตั้ง กสช. จึงไม่น่าจะมีผลทางลบต่อสิทธิในการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกของทรูวิชั่นส์แต่อย่างใด อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระเบียบ กฎเกณฑ์ และการกำกับดูแล โดย กสช. อาจเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของทรูวิชั่นส์ในการปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ แต่เนื่องจากยังไม่มีการผ่านร่าง พรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับนี้ และยังไม่มีการจัดตั้ง กสช. อย่างเป็นทางการ จึงยังคงไม่มีความชัดเจนสำหรับระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะมีขึ้น
ตาม พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุให้ กปส. และ อสมท. ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เช่นเดิม จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง กสช. อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547 อสมท. ได้แปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน ตามพรบ. แปรรูปรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 โดยเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และเนื่องจากการเปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรเอกชนซึ่งแสวงหากำไร ทรูวิชั่นส์จึงได้ขอแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะในเรื่องที่ให้ อสมท. มีอำนาจในการควบคุมและกำกับดูแลทรูวิชั่นส์
การจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าว ถูกระบุไว้ในกฎหมายที่ออกภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 13 ที่ออกตามความใน พรบ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 กำหนดให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของคนไทยในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ส่วนร่าง พรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีการจำกัดการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวไว้ไม่เกินร้อยละ 25 สำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคปกติหรือฟรีทีวี และไม่เกินร้อยละ 49.99 สำหรับกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก อย่างไรก็ดีร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ประกอบการที่เลือกที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้สัญญาสัมปทานที่ได้รับอยู่เดิม (กรณีนี้คือ ทรูวิชั่นส์ และทรูวิชั่นส์เคเบิ้ล) จะสามารถคงสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวไว้ไม่เกินร้อยละ 49.99 ได้หรือไม่ จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่การดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายใหม่อย่างจริงจัง โดย ณ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวถือหุ้นทรูวิชั่นส์อยู่ร้อยละ 49.97 นอกจากนั้น ร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการจำกัดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างด้าวแต่ละรายไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ทั้งยังกำหนดให้ผู้ประกอบการกิจการโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตต้องมีกรรมการเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคปกติ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนกรรมการทั้งหมดสำหรับกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก
อย่างไรก็ดี ร่าง พรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับนี้ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน รวมถึงทรูวิชั่นส์ โดยตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กำลังทบทวนทั้งประเด็นการจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวและการจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นแต่ละราย เพื่อเสนอแนะให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข นอกจากนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายังได้จัดประชุมระดมความเห็นทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยจัดขึ้นในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 และจัดประชุมขึ้นอีกหลายครั้งก่อนส่งร่าง พรบ. ให้กับคณะรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2547 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่าง พรบ. ฉบับนี้ และเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงแก้ไขบางส่วน และหลังจากร่าง พรบ. ฉบับนี้สมบูรณ์ และได้รับการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จึงจะส่งไปยังรัฐสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะมีการผ่านร่างพรบ. นี้โดยยังคงเนื้อหาเช่นเดิมหรือไม่
เนื่องจากยังไม่มีการแต่งตั้ง กสช. ดังนั้นพรบ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 ในส่วนที่ไม่ขัดกับ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 จึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่
ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ภายใต้ ร่างพรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะต้องอยู่ภายใต้ พรบ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 อีกทั้งระเบียบข้อบังคับที่จะออกโดย กสช. ยังได้ควบคุมไม่ให้มีการใช้อำนาจทางการตลาดในทางที่ผิด ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และปกป้องผู้บริโภคด้วย |